movies

ตารางฉายงาน กางจอ 15”

 

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2551        

 

เริ่มฉาย 15.00 น.       เป็นต้นไป

 

8 cm                                        30 นาที

ทุกข์ปีที่ 25 ธันวา                       25 นาที

ธรรมดาสู่สามัญ                          30 นาที   

Deleted scene                        11 นาที                              

พัก 10 นาที

 

Sorry… I love you                   20 นาที

My Happiness Room               30 นาที

เด็กโจ๋                                       20 นาที

Home Video                             16 นาที

 

พัก 10 นาที

 

Together                                  25 นาที

Chizuru  1000 paper crane     20 นาที

ก่อนนครสลาย                           27  นาที

Midnight’s Rainbow                  20 นาที

 

พัก 10 นาที

 

ข้างถนน                                    20 นาที

ฝันบ้า กีตาร์อากาศ                    20 นาที

ฮะซัน                                        30  นาที

Badday                                    20 นาที


วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2551


12.30-16.30 น.

 

Sorry… I love you                   20 นาที

My Happiness Room               30 นาที

เด็กโจ๋                                       20 นาที

Home Video                             16 นาที

 

พัก 10 นาที

 

ข้างถนน                                    20 นาที

ฝันบ้า กีตาร์อากาศ                    20 นาที

ฮะซัน                                        30  นาที

Badday                                    20 นาที

 

พักครึ่ง ฉายต่อเวลา 17.00-21.00 น.

 

8 cm                                        30 นาที

ทุกข์ปีที่ 25 ธันวา                       25 นาที

ธรรมดาสู่สามัญ                             30 นาที   

Deleted scene                        11 นาที   

 

พัก 10 นาที

 

Together                                  25 นาที

Chizuru  1000 paper crane     20 นาที

ก่อนนครสลาย                           27  นาที

Midnight’s Rainbow                  20 นาที


วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2551

 

12.30-16.30 น.

 

Together                                  25 นาที

Chizuru  1000 paper crane     20 นาที

ก่อนนครสลาย                           27  นาที

Midnight’s Rainbow                  20 นาที

 

พัก 10 นาที

 

8 cm                                        30 นาที

ทุกข์ปีที่ 25 ธันวา                       25 นาที

ธรรมดาสู่สามัญ                             30 นาที   

Deleted scene                        11 นาที   

 

พักครึ่ง ฉายต่อเวลา 17.00-21.00 น.

 

ข้างถนน                                    20 นาที

ฝันบ้า กีตาร์อากาศ                    20 นาที

ฮะซัน                                        30  นาที

Badday                                    20 นาที

 

พัก 10 นาที

 

Sorry… I love you                   20 นาที

My Happiness Room               30 นาที

เด็กโจ๋                                       20 นาที

Home Video                             16 นาที

ยังคงอยู่กับหนัง และความเห็นต่อหนัง คร้าบ

นานแล้วที่เราไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับหนังจริงจังแบบนี้ในกระทู้พันทิป (ปัจจุบันอยู่ห้อง ญ หญิง และลุมพินี คลับลดความอ้วน ฮ่าๆ) ใครจะว่าพันทิปเป็นสังคมหมาหมู่ก็ว่าไป บางกระทู้ที่ไม่ไหวจริงๆ ก็ปิด แต่อันไหนที่เราสนใจ และอยากแสดงความคิดเห็นก็จะเข้าไป "เจือก" ขะรับท่าน...

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5576547/A5576547.html

///**ขอถามคอหนังหน่อยนะครับว่า เป็นเอก เนี่ยกํากับหนังฝีมือดีไหมครับ***//

สิ่งที่เราตอบไป อยู่ที่ reply 29 ค่ะ อาจไม่ถูกใจใคร แต่นี่เป็นสิ่งที่เรารู้สึก นะ :D 

ถ้าชีวิตเรามีคนอย่างพลอยก้าวเข้ามา.. มันอาจทำให้เรามองเห็นความหมายของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่มากขึ้น ดีกว่ามานั่งร่ำร้องเสียใจ เมื่อมันไม่มีทางคืนกลับมา...

อย่าทำให้รักมันยากไปกว่านี้อีกเลย...

เนื่องด้วยเมื่อวานนี้คณะเราได้มีโอกาสได้คุยกับ ผกก คนนี้ในหัวข้อ "หนังนอกกระแส" หรือที่เราเรียกติดปากว่าหนัง"อินดี้"นั่นแหละ

ย้อนกลับมาดูตัวเอง เราก็ไม่ใช่แฟนหนังอินดี้ แค่ชอบหนังที่เล่าเรื่องแปลกๆกว่าที่เห็นกันโดยดาษดื่น หนังเก่าๆที่เล่าตามสูตรแต่เรื่องแตกต่างออกไปมีสไตล์โดดเด่นมันก็น่าดู

เรารู้จักหนังเป็นเอก ในเรื่อง "ฝันบ้า คาราโอเกะ" "เรื่องตลก 69" "มนต์รักทรานซิสเตอร์" "เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล" "คำพิพากษามหาสมุทร" สารคดี" TotalBangkok"และล่าสุดในเรื่อง "พลอย"

ทึ่ง ศรัทธา และอยากรู้ว่า เป็นไงมาไง ถึงได้มาเป็น "เป็นเอก" อย่างทุกวันนี้ ข้อคิดที่ได้ส่วนใหญ่ ก็เหมือนกับที่เราคิดไว้ หลายๆคำทำให้เราทั้งขำ แต่ก็ลึกซึ้งในตัวมัน

พยามทำให้กระแสสังคมประนีประนอมกับความเป็นตัวของตัวเองไว้ให้ได้ก็คือ ถึงจะมีใครควบคุมแต่ก็แสดงออกถึงตัวตนเอาไว้ มีลายเซนต์ให้ชัดเจน

เราอาจไม่ถูกใจคนกลุ่มนี้ แต่ก็มีกลุ่มหนึ่งยังชอบงานเราอยู่

เราอาจไม่ชอบคนพวกหนึ่ง และก็ยังมีคนอีกพวกหนึ่งที่เขาไม่ชอบเรา เผลอๆก็คือพวกที่เราไม่ชอบเค้านั่นแหละ แล้วจะไปคิดถึงมันทำไม

หากถูกด่าว่าโง่ แล้วไง ก็ไม่ได้อยากจะโง่ แต่มันโง่แล้ว ทำไงให้ฉลาดล่ะ ฟังๆดูเหมือนดื้อแพ่ง แต่ลึกๆมันก็คือการหาทางพัฒนาตัวเอง เราต้องฟังคนที่เค้าด่าเรา สักแต่ด่าว่าโง่ แล้วฉลาดเป็นไง ช่วยบอกหน่อยสิ เออ ก็จริงนะ ทุกวันนี้ที่ด่ากันไปด่ากันมาก็เพราะว่าไม่มีใครบอกว่า "ฉลาดเป็นไง" ด่ากันได้แต่โง่ โง่ อย่างเดียว อันนี้เราฟังแล้วขำนะ แต่คิดไปคิดมา มันก็ปรัชญาดีโว้ย

เป็นเอกชอบอาร์เซนอล แต่ตอนนี้กำลังจะเลิกเชียร์ เพราะกำลังถูก Ruin เออ กุเห็นด้วย T^T เป็นเอกบอกว่าจะไปชอบ Man City ที่เล่นไป... คุยโทรศัพท์ไป ทำให้เรารู้ว่า เป็นเอกเป็นตลกหน้าตาย

เป็นเอกกินน้ำเยอะมากๆ ขณะบรรยาย เป็นเอกดื่มน้ำไปกว่าสี่ขวด ร่วมสองลิตรได้.. เกิดมาก็เพิ่งเห็นคนกินน้ำเป็นอูฐแบบเดียวกับเรานี่แหละ (ที่ไม่ใช่พวกในคณะนะจ๊ะ พวกนั้นแบบว่า..สูบเข้าไปกันรึงายยย)

เป็นเอกหลุดกับสิ่งเร้าง่ายมาก เพื่อนยกกล่องเครื่องสำอางค์ลายคิตตี้เข้ามาในห้อง เป็นเอกมองตามอย่างสงสัย ทั้งๆที่ปากพูดไปด้วย จนเพื่อนต้องบอกว่า "นี่กล่อง คสอ. ค่ะ ไม่มีอะไร " แต่เขาก็ยังชำเลืองมองเป็นระยะๆ .. การบรรยายเป็นเอก จะเป็นจังหวะที่เหมือนหนังของเขา จะจบแต่ไม่จบ บทจะจบก็ทิ้ง dead air ว่าง ๆไว้.. จนเราต้องเดา ตอนนี้ยกมือถามได้หรือยัง..พออ้าปากถาม เป็นเอกก็พูดต่อ - -

เป็นเอกฝากบอกคนที่อยากทำหนังว่า..

"อย่าติสท์แ-ก มาก"

"คนที่ควรจะชอบหนังที่ตัวเองทำก็คือตัวเรานั่นแหละ"

PS เป็นเอกเป็นคนนั่งได้ฮามาก.. ดูจากรูป

PS2 ถ่ายน้องพัดมาแล้วนะมาม่า แต่น้องเค้าก้มอ่ะ เลยได้แค่นี้

PS 3 เพื่อน กับวิกผมหนึ่งอัน

เทพนิยายอาบเลือดของเดล โตโร ทำเอาเรานั่งในโรงพร้อมความรู้สึก "โหวง โหวง"

เราจะไม่มานั่งวิจารณ์วิเคราะห์อะไรทั้งนั้น เพราะคงมีคนทำกันเยอะแล้ว แต่สิ่งที่เรารับรู้จากหนังเรื่องนี้ก็คือ

"ชีวิตจริงบางครั้งก็โหดร้าย ตายซะยังดีกว่า"

ภาวการณ์แบบนั้น น่าสยดสยองกว่าตายๆไปซะอีก...ผู้คนที่ต้องอยู่ในโลกแบบนั้น จะเป็นอย่างไรกันนะ...

เค้าจะเจ็บกว่าเรากี่เท่า

เค้าจะหนาวกว่าเรากี่เท่า

เค้าจะโดดเดี่ยวกว่าเรากี่เท่า...

เป็นบทสรุปที่ใจร้ายมาก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากไม่มีสงคราม ก็จะไม่มีเรื่องแบบนี้ขึ้น

ขอสันติสุขจงมีแด่โลกใบนี้เร็วๆเถิด เราไม่อยาก โหวง โหวง แบบนั้น อีกแล้ว

ขณะนี้เวลาตีสองกว่าๆ... กับ theme song ของ in the mood for love ท่อน 3บรรเลงมาแล้วกว่า 4 ชั่วโมง...

กับการทำpaper วิจารณ์ภาพยนตร์วิชาของ ...... (จงเติมคำในช่องว่าง) 555

หนังเรื่องนี้ จริงๆก็ไม่เคยพูดถึงเท่าไหร่ว่าชอบ แต่ถ้าคนใกล้ตัว เพื่อนที่เรียน จะรู้ว่าฉันชอบมาก สิบรอบ.. ทำให้เรานึกถึงทฤษฎีที่ว่า อะไรก็ตามที่เราเห็นบ่อยๆ เราจะชอบมันไปเองโดยปริยาย ไม่เถียงหรอกน่ะ แต่ ถ้าของมันไม่มีจุดให้ชื่นชมจริงๆ มันก็ยากที่เราจะชอบไปเรื่อยเปื่อย ใช่ไหม...

แล้วอะไรที่ตกค้างหรอ...

หลายๆอย่างที่ฉันไม่ได้พิมพ์ลงไปใน paper นั้น.. ที่ว่าด้วยหนังแบบ postmodern ของหว่องกาไว

ถ้าจำไม่ผิดเคยพูดถึง 2046 ไปว่าเป็นหนังหว่องที่เราชอบมากๆเรื่องหนึ่งและแน่นอนมันก็หายไปกับตา ไม่รู้เกิดเฮี้ยนอะไร.. ข้อมูลทั้งหลายในบล๊อกก็อันตรธานสูญสิ้น...

เวลานั้น ฉันไม่ได้มอง In the mood เป็นหนังที่หวือหวาอะไรเลย เทียบกับงานอื่นๆของหว่องกาไว.. ภาพก็อืด ช้า ฯลฯ ตามประสาล่ะครับคนเรา เวลาผ่านไปก็มองอะไรได้กว้างไกลขึ้น(หรือเปล่า)นับว่าเราโชคดีที่ได้เรียนสายนี้ อย่างน้อยก็ช่วยเปลี่ยนโลกทัศน์และระบบการคิดบางสิ่งบางอย่างให้ตัวเอง...

พูดถึงตัวหนัง การพูดถึงห้วงเวลาแห่งรัก ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ พูดกันจนเป็น cliche แล้วในหนังแทบทุกเรื่อง แต่จะมีเรื่องใด ที่ทำมันโดยเน้นถึง "อารมณ์"ที่คุณมีความรักอย่างมหาศาล โดยไม่อิงกับเหตุการณ์อื่นๆที่ควบคู่และ drive หนังให้ไปข้างหน้า (เช่น เป็นผู้หญิงพื้นๆที่อยากมีความรักแบบในนิยาย หรือ อกหักไปเที่ยวเมืองนอกแล้วเจอกับชายหนุ่มถูกใจอีกซีกโลก)

สิ่งที่ไม่ cliche ดูเหมือนจะเป็นวิธีการเล่า"อารมณ์"ในแบบที่หว่องกาไวใช้เล่าหนังของเขาหลายๆเรื่องนั่นแหละ...

ความบีบคั้นและอาลัยอาวรณ์กับความรู้สึกรัก ที่ต้องถูกบดบังด้วยสังคมรอบข้าง จิตสำนึก ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี มันเป็นรักที่เจ็บปวดชะมัดเลย

ว่าไปก็ไม่ต่างเท่าไหร่กับการที่ต้องพร่ำบอกตัวเองว่า "ไม่ให้รักเพราะเขามีเจ้าของแล้ว"ฉันรักเขา เขารักภรรยาของเขา ภรรยาของเขารักสามีฉัน และฉันก็รักเขา... และแปรเปลี่ยนเป็นคำว่า ฉันรักเขา เขารักฉันและภรรยาเขา ภรรยาเขารักสามีฉัน และฉันก็ยังรักสามีของฉันเช่นกัน

ซับซ้อน แต่ก็เกิดขึ้นจริง...

เรื่องของความรักที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ เรื่องราวที่เป็นการแสดงออกของ Mood ช่วงที่คุณมีความรัก มันก็เป็นสิ่งที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ แต่ภาพของหว่องกาไว มันพูดออกมา แทนที่จะเป็นรักอบอุ่นแบบที่ทุกคนวาดหวัง มันกลับเป็นรักที่ซ่อนเร้นและไม่สามารถเปิดเผยให้ใครได้รู้ รักที่ได้แต่เก็บไว้ในใจ ซึ่งสุดท้าย การเก็บมันเอาไว้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก มันกลับทำให้จิตใจแข็งหยาบกระด้าง จนกระทั่งหลงลืมไปว่าความรู้สึกรักแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร....

เราไม่รู้ว่าต่อจากในหนัง โจวมู่หวัน(พระเอก แสดงโดยเหลียงเฉาเหว่ย) จะกลายเป็นหนุ่มสำราญรักใน 2046 จริงหรือไม่ หรือสองเรื่องนี้เป็นเอกเทศต่อกันอย่างสิ้นเชิง... แต่เราคิดว่า.. ถ้าเขาต้องกลับมาเจอกับซูไหล่เจิน(ซึ่งใน in the mood แสดงโดย จางม่านอวี้) เขาจะมีสีหน้าเช่นไร...

จะเหมือนกับฉันและคนรักคนเก่าของฉันหรือเปล่า...

ที่ไม่สามารถมองหน้ากันได้สนิทจนถึงทุกวันนี้..

บางที คำตอบอาจจะอยู่ที่ตัวฉันเองก็ได้...

หากฉันมีความกล้าที่จะพูด กล้าที่จะเดินเข้าไปเผชิญกับความเป็นจริงตั้งแต่แรก การหักห้ามใจให้ตัวเองไม่รู้สึกอะไร มันก็ทำให้หัวใจด้านชา จนลืมมองไปว่า คนอื่นๆ เขารู้จักเจ็บปวด.....

เมื่อรู้ตัวว่าทำผิด มันก็มักจะสายไป... แต่เพราะอยู่คนเดียวมาตลอด เลยอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้...

ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ฉันถึงจะรักได้อย่างเต็มหัวใจเสียทีนะ...



Hasegawa MiChiyo[Masato]
View full profile