ขณะนี้เวลาตีสองกว่าๆ... กับ theme song ของ in the mood for love ท่อน 3บรรเลงมาแล้วกว่า 4 ชั่วโมง...
กับการทำpaper วิจารณ์ภาพยนตร์วิชาของ ...... (จงเติมคำในช่องว่าง) 555
หนังเรื่องนี้ จริงๆก็ไม่เคยพูดถึงเท่าไหร่ว่าชอบ แต่ถ้าคนใกล้ตัว เพื่อนที่เรียน จะรู้ว่าฉันชอบมาก สิบรอบ.. ทำให้เรานึกถึงทฤษฎีที่ว่า อะไรก็ตามที่เราเห็นบ่อยๆ เราจะชอบมันไปเองโดยปริยาย ไม่เถียงหรอกน่ะ แต่ ถ้าของมันไม่มีจุดให้ชื่นชมจริงๆ มันก็ยากที่เราจะชอบไปเรื่อยเปื่อย ใช่ไหม...
แล้วอะไรที่ตกค้างหรอ...
หลายๆอย่างที่ฉันไม่ได้พิมพ์ลงไปใน paper นั้น.. ที่ว่าด้วยหนังแบบ postmodern ของหว่องกาไว
ถ้าจำไม่ผิดเคยพูดถึง 2046 ไปว่าเป็นหนังหว่องที่เราชอบมากๆเรื่องหนึ่งและแน่นอนมันก็หายไปกับตา ไม่รู้เกิดเฮี้ยนอะไร.. ข้อมูลทั้งหลายในบล๊อกก็อันตรธานสูญสิ้น...
เวลานั้น ฉันไม่ได้มอง In the mood เป็นหนังที่หวือหวาอะไรเลย เทียบกับงานอื่นๆของหว่องกาไว.. ภาพก็อืด ช้า ฯลฯ ตามประสาล่ะครับคนเรา เวลาผ่านไปก็มองอะไรได้กว้างไกลขึ้น(หรือเปล่า)นับว่าเราโชคดีที่ได้เรียนสายนี้ อย่างน้อยก็ช่วยเปลี่ยนโลกทัศน์และระบบการคิดบางสิ่งบางอย่างให้ตัวเอง...
พูดถึงตัวหนัง การพูดถึงห้วงเวลาแห่งรัก ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ พูดกันจนเป็น cliche แล้วในหนังแทบทุกเรื่อง แต่จะมีเรื่องใด ที่ทำมันโดยเน้นถึง "อารมณ์"ที่คุณมีความรักอย่างมหาศาล โดยไม่อิงกับเหตุการณ์อื่นๆที่ควบคู่และ drive หนังให้ไปข้างหน้า (เช่น เป็นผู้หญิงพื้นๆที่อยากมีความรักแบบในนิยาย หรือ อกหักไปเที่ยวเมืองนอกแล้วเจอกับชายหนุ่มถูกใจอีกซีกโลก)
สิ่งที่ไม่ cliche ดูเหมือนจะเป็นวิธีการเล่า"อารมณ์"ในแบบที่หว่องกาไวใช้เล่าหนังของเขาหลายๆเรื่องนั่นแหละ...
ความบีบคั้นและอาลัยอาวรณ์กับความรู้สึกรัก ที่ต้องถูกบดบังด้วยสังคมรอบข้าง จิตสำนึก ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี มันเป็นรักที่เจ็บปวดชะมัดเลย
ว่าไปก็ไม่ต่างเท่าไหร่กับการที่ต้องพร่ำบอกตัวเองว่า "ไม่ให้รักเพราะเขามีเจ้าของแล้ว"ฉันรักเขา เขารักภรรยาของเขา ภรรยาของเขารักสามีฉัน และฉันก็รักเขา... และแปรเปลี่ยนเป็นคำว่า ฉันรักเขา เขารักฉันและภรรยาเขา ภรรยาเขารักสามีฉัน และฉันก็ยังรักสามีของฉันเช่นกัน
ซับซ้อน แต่ก็เกิดขึ้นจริง...
เรื่องของความรักที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ เรื่องราวที่เป็นการแสดงออกของ Mood ช่วงที่คุณมีความรัก มันก็เป็นสิ่งที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ แต่ภาพของหว่องกาไว มันพูดออกมา แทนที่จะเป็นรักอบอุ่นแบบที่ทุกคนวาดหวัง มันกลับเป็นรักที่ซ่อนเร้นและไม่สามารถเปิดเผยให้ใครได้รู้ รักที่ได้แต่เก็บไว้ในใจ ซึ่งสุดท้าย การเก็บมันเอาไว้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก มันกลับทำให้จิตใจแข็งหยาบกระด้าง จนกระทั่งหลงลืมไปว่าความรู้สึกรักแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร....
เราไม่รู้ว่าต่อจากในหนัง โจวมู่หวัน(พระเอก แสดงโดยเหลียงเฉาเหว่ย) จะกลายเป็นหนุ่มสำราญรักใน 2046 จริงหรือไม่ หรือสองเรื่องนี้เป็นเอกเทศต่อกันอย่างสิ้นเชิง... แต่เราคิดว่า.. ถ้าเขาต้องกลับมาเจอกับซูไหล่เจิน(ซึ่งใน in the mood แสดงโดย จางม่านอวี้) เขาจะมีสีหน้าเช่นไร...
จะเหมือนกับฉันและคนรักคนเก่าของฉันหรือเปล่า...
ที่ไม่สามารถมองหน้ากันได้สนิทจนถึงทุกวันนี้..
บางที คำตอบอาจจะอยู่ที่ตัวฉันเองก็ได้...
หากฉันมีความกล้าที่จะพูด กล้าที่จะเดินเข้าไปเผชิญกับความเป็นจริงตั้งแต่แรก การหักห้ามใจให้ตัวเองไม่รู้สึกอะไร มันก็ทำให้หัวใจด้านชา จนลืมมองไปว่า คนอื่นๆ เขารู้จักเจ็บปวด.....
เมื่อรู้ตัวว่าทำผิด มันก็มักจะสายไป... แต่เพราะอยู่คนเดียวมาตลอด เลยอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้...
ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ฉันถึงจะรักได้อย่างเต็มหัวใจเสียทีนะ...