feeling

ชื่อค่อนข้างโบราณ และเชย อ่านแล้วเลี่ยน ใช่ป่ะ.. หัวข้อ

แต่นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะพูด แต่คนอย่างฉัน ให้พูดเรื่องแบบนี้กับใครต่อหน้า มันไม่กล้า..

ทั้งๆที่มันเป็นความรู้สึกลึกๆของฉันแท้ๆ

 

4 ปีที่อยู่ที่นี่... คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

มีหลายสิ่งหลายอย่าง บ่มเพาะให้ฉันได้คิด ได้เรียนรู้ และได้เป็น

จนถึงวันนี้.. ฉันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "บัณฑิต"

ภาควิชาภาพยนตร์และภาพนิ่งของเรา มีงานที่เรียกว่า"กางจอ"

แปลไทยเป็นไทยคือ

"ทำหนังจบแล้วมาฉายดูกัน"

หลายๆคนบอกให้ทำเรื่องใกล้ตัว เรื่องที่ตกผลึกในใจเรา คิด ออกมาเป็น theme โดยเฉพาะครูยุ้ย ที่เค้นเสมอว่า

 

THEME คืออะไร

 

ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะความหมายของมัน ก็ขึ้นอยู่กับว่า คนจะตอบน่ะ ตอบมันด้วยมุมมองไหน...

ฉันเอ้อระเหย เพราะฉันคิดไม่ออก ฉันทำตัวติสต์แตก ฉันอู้ ฉันขี้เกียจ ฉันอยากดูผู้ชาย...

 

สำหรับฉัน สารคดีของแคท -Deleted Scene- เป็นอะไรที่ touching เราที่สุด...

มันคือสิ่งที่ "หล่อหลอม"ให้เราเป็นแบบนี้

ไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนเลว ถึงบล๊อกเพื่อนเราบางคน(ใหม่เจื่อน เราแอบอ่านบล๊อกนายโดยบังเอิญ ขอโทษนะ) จะมองว่ามันเป็นมนุษย์อย่างเป็ด (คือ จะดีก็ดีไม่สุด.. จะเลวก็เลวไม่สุด ไม่ได้เก่งอะไรสักอย่าง)

แต่ชีวิตที่มีความสุขไม่จำเป็นต้องสุดยอดในด้านใดด้านหนึ่งไม่ใช่หรือ

แค่รู้ว่าอะไรทำให้เรามีความสุข และมีแรงใจจะต่อสู้บนโลกอันโหดร้ายนี้ได้.. .เราว่า นี่ก็เป็นความสามารถที่มนุษย์หลายคนใฝ่หา...

 

ไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์

โลกทุกวันนี้หมุนเร็ว ไม่มีใครคิดถึงเรื่องของคุณตลอดเวลาหรอก... เค้าต่อว่าคุณ ชมคุณ รักคุณ เกลียดคุณ วันนี้

พรุ่งนี้ เค้าอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นกับเราแล้วก็ได้

 

แล้วถ้าไม่มีพรุ่งนี้ของเราล่ะ...

ไม่มีวันพรุ่งนี้ที่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราคิด"จะ"ทำ

ไม่มีพรุ่งนี้ที่เราจะได้พูดในสิ่งที่เราคิด"จะ"พูด

ไม่มีพรุ่งนี้ที่เราจะได้บอกความรู้สึกที่เราอยาก"จะ"บอก หรืออธิบาย

โลกที่เราต้องต่อสู้ และอยู่กับมัน   น่าเศร้าจังนะ ที่เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ของเราจะมีีหรือไม่

 

มันเหมือน missionในเกมส์ต่อสู้โดยที่ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ที่ขีดพลังเราจะถึงขีดแดง เมื่อไหร่ที่ไอเท็มเราจะเจ๊งและโดนยิงจนพรุน และเมื่อไหร่ ที่ เครื่องเกมจะดับเพราะไฟชอต หรือน้องเดินเตะปลั๊ก หรือไฟตก ฯลฯ...

 สิ่งที่ฉันชอบ ที่ฉันเป็น เหมือนสิ่งที่ทำให้ฉันได้หลุดออกจากโลกแห่งความจริง เ็ป็นโลกของแฟนเิกิร์ล ไร้สาระ บ้าผู้ชาย ฟังแต่เพลงดังๆ ประสาทๆ แต่งตัวกันเอามันส์

 

แต่นั่นคือ "ความสุข" 

ฉันท้อ เหนื่อย จนเลิกจะทำกางจอ เพราะรู้สึกว่า ฉันไม่ได้เก่งอย่างใครๆ ฉันอาจจะเกรดดี แต่ฉันมีความสามารถในการ manage เวลาและอารมณ์ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทุกสิ่งมัน under ตัวฉันโดยตรง ฉันจะ weird แตกได้ง่ายมาก เพราะงั้น ฉันชอบทำอะไรตามลำพัง และพึงพอใจกับมันเงียบๆ...

 

ดูขัดกับภาพลักษณ์ที่ฉันเป็นใช่ไหมล่ะ....

 

แต่แน่นอน ทุกสิ่งที่ฉันทำ ฉันเลือกทำเพราะมันทำให้ฉันมีความสุข อย่า่งน้อย ก็ไม่ได้อยู่บนความทุกข์ทรมานของใคร..ยกเว้นเรื่องการทำหนัง ที่ต้องทรมานทรกรรมเพื่อนๆ พี่ๆ นักแสดงและรบกวนเงินก้อนโตจากทางบ้าน...

 

แต่ผลลัำพธ์ถึงกับทำให้ฉันอุทานขึ้นมาว่า "เอาจนได้สินะ...."

 

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ฉันหยิบมาทำลวกๆ งานของฉันอาจจะไม่ได้เนี้ยบและประณีต หรือลึกล้ำ มีประเด็นทางสังคม และเรื่องราวที่ใหญ่โต แต่มันเป็นสิ่งที่ฉันเคยสร้างสรรค์ และฉันก็รักมัน ฉันรู้ึสึกกับมัน และฉันอยากจะเล่า

ฉันอยากเห็นมันออกมาเป็นภาพ 

มันคือ FANFICTION  

อีไร้สาระ...

อีแฟนเกิร์ล

เรื่องราวบนโลกใบนี้มีมากมาย ฉันหยิบ fanfic ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกด่ามาทำเป็นหนัง..

เพราะ.....

 

ฉันเชื่อว่าโลกมันโหดร้าย...  

 

แต่เพราะยังตายไม่ได้ เราจึงต้องอยู่เพื่อสู้ต่อไป...

และคนที่เลือกจะทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสู้ไม่ไหว ก็มักจะเลือกที่จะตายแทนที่จะอยู่เพื่อสู้ต่อไปเฉกเช่นคนอื่นๆ...

ที่ฉันลุกขึ้นมาทำมัน เพราะฉันได้กลับไปอ่านบล๊อกตัวเองเก่ามากๆ ตอนนี้ค้นไม่เจอแล้ว

มันเคยเขียนไว้ว่า

ฉันอยากลุกขึ้นมาเป็นผู้กำกับหนังเกย์ หนังสั้นสักเรื่อง...

 

และหลังจากนั้น ไม่น่าจะเกิน4ปี  

ฉันได้เรียนอยู่ที่นี่

และำได้ทำหนังสั้น...

ฉันเกิดแรงฮึดบางอย่าง มันสะกิด บอกว่า... ถึงใครจะคิดยังไง แต่ถ้าเราพึงพอใจที่จะสะท้อนตัวเองออกมาในรูปแบบนี้ มันก็เท่ากับเราได้ fulfill สิ่งที่เราอยากจะทำไปแล้วอีกหนึ่งอย่าง...

และมันก็ออกมาอย่างที่เห็น...ฉันรักมันมาก เท่ากับหนังทุกเรื่องที่ฉันได้ทำออกมา 

เพราะั มันคือตัวตนของฉัน....แค่นี้ ฉันก็มีความสุขที่จะอยู่กับมันแล้ว


ฉันได้ดูหนังของโอ Midnight Rainbow

แล้วฉันร้องไห้  ....

ภายในจิตใจของฆาตกร มีเด็กสาวแสนสดใสบริสุทธิ์ซ่อนอยู่...

 

ทำไมมันถึงทำให้ฉันร้องไห้ได้ ฉันไม่รู้...แต่ฉันรู้สึกกับมันมากเหลือเกิน

 

 หนังของเพื่อนๆทุกคนอยู่ในระดับดีมาก ทุกคนไม่ได้พูดเรื่องความรักหนุ่มสาวที่ดูเบาหวิว หรือจะพูดถึงก็ตาม มันก็มักมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ...

 มันทำให้ฉันรู้สึกว่า ทุกคนเติบโต... เป็นผู้ใหญ่.... 

อย่างสารคดี HOME VIDEO ของจ๋าที่ดูแล้วอยากตะโกนใส่หน้าว่า...

กูรู้ แต่สิ่งที่มึงถามนั่นน่ะเป็นคำถามที่กูพยายามหลีกเลี่ยงที่จะหาคำตอบ..

เพราะคำตอบมันเจ็บปวดเหลือเกิน.... 

ฉันว่ามันเป็นสารคดีที่จี้ใจดำที่สุดที่เคยได้ดูมา...

หนังครอบครัวที่เกือบทำให้ฉันร้องไห้อย่าง Bad day ของแบงค์ขาว หนังที่พูดถึงความฝันและความเป็นตัวตนของตัวเอง ทั้ง suck in the air ของใหม่ และก่อนนครสลาย ของคุ้ง 

8cm  ชีวิตผู้หญิงที่มีความกังวลในสิ่งที่ไม่น่าจะกังวล แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าไอ้ปัญหาที่ดูงี่เ่ง่านั่นน่ะ มันแทบทำให้คนๆหนึ่งเสียศูนย์ได้เลยนะคุณ...ใช่ไหมจูน

การกระทำเล็กๆน้อยๆที่ส่งผลต่อกันเป็นลูกโซ่ เป็น butterfly's effect อย่างใน together ของตาลยาย

ฮะซัน ที่ทำฉันอึ้ง และทึ่ง กับความคิดสุดสร้างสรรค์และลึกซึ้งของโข  

อารมณ์ขันร้ายๆใน "ธรรมดาสู่สามัญ" ของก๊อตที่ทำให้เรามองสังคมอย่างระมัดระวังตัวมากขึ้น 

จังหวะชีวิตที่ขำเหลือเชื่อของจ้า ใน"เด็กโจ๋" แต่มันจะไม่ตลกถ้าเกิดกับตัวเราเอง...

อารมณ์ลึกซึ้งแบบ ทุกข์ปีที่ 25 ธันวา ของนุ้ยคนสวย(ที่มีวันเกิดในวันนี้ HBD จ้ะ) สะท้อนผ่านภาพ เช่นเดียวกับข้างถนน ที่ทำให้เรารู้สึกว่า หนาวโคตรเกิดมาเพื่อหนังและฟุตบอล....  

หรือ  คำง่ายๆอย่างขอโทษก็ไม่ยอมพูด.. อย่างใน sorry I love you ของแปม

 ภาพของปุย ที่บ่งบอกเรื่องราว 12 ราศี ก็เหมือนกับพวกเราทุกคน มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันไป ลำพังวันเกิดหรือราศีถึงจะซ้ำกันบ้าง แต่ก็ไม่มีใครเหมือนกัน

 สำหรับหนังหลี่หมิง เหลือพรุ่งนี้ แล้วถ้าเราดูแ้ล้วคิดอะไรได้ เราจะมาอัพใหม่นะคะ ขอโทษด้วย พอดีเรานั่งเย็บสูจิบัตรอยู่ 

หนังของพวกเราปีนี้ออกมาไม่เหมือนกันซักคน..

มันทำให้ฉันสนุก และตื่นเต้น ที่ได้เห็น "ลูกรัก"ของเพื่อนๆโลดแล่นอยู่บนจอ ได้เห็นสิ่งที่อยู่ในสมองของเขา หลังจากเรียนมาสี่ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมายี่สิบกว่าีปี(ไม่ได้รีเฟอร์ทูนัทไหนทั้งสิ้น) .. ต่อจากนี้ เราจะต้องยืนด้วยขาเราเอง... 

วันข้างหน้าเป็นยังไงเราก็ไม่รู้

ถึงโลกโหดร้ายแต่เราก็ต้องสู้ สู้เพื่อสิ่งที่เราอยากจะทำ... แม้จะทำได้ไม่ดี แต่ถ้าได้ทำแล้ว มันก็ถือว่าเรา fulfill ตัวเองแล้วล่ะ  

ให้รางวัลกับตัวเองบ้าง หลอกตัวเองบ้าง

สปอยล์ตัวเองบ้าง แต่อย่าไปให้ใครเดือดร้อน...

อย่างน้อยชีวิตเรา มีอยู่ชีวิตเดียวนี่นะ  

ถ้ายังไม่ถึงเวลา มันก็ยังไม่ตายหรอก....  

เอ๊ะ ฟังดูคุ้นๆจังแฮะ  

 

เพราะวันนี้ฉันกึ่มกับหนังมากไปหรือเปล่านะ.. ฉันถึงเป็นไปได้ขนาดนี้..

ย๊าวยาว แถมดูไม่ใช่คนเขียนคนเดียวกันกับเอนทรี่ก่อนๆด้วยนะ  

 

 แต่นี่แหละ... สิ่งที่เกิดขึ้นกลางใจ

ถึงเราจะรู้จักกันไม่นาน
แต่เราก็รู้สึกมือเย็นเฉียบ
พูดอะไรไม่ออก
ชาไปแทบทั้งตัว เมื่อเราได้รับรู้ข่าวนี้...
เราไม่อยากพูดถึงมัน แต่เราก็รู้ว่าทุกคนน่าจะรู้ดีว่าเรื่องอะไร
อาจจะดูงี่เง่า แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับคนที่คุณ "รู้สึกดีด้วย"
ก็คงไม่แปลกอะไรที่จะกังวล เป็นห่วง และร้องไห้ออกมา

พรุ่งนี้เป็นอย่างไรเราก็ยังไม่รู้
แต่เราเชื่อว่าคนที่รู้สึกเช่นเดียวกับเรา คงพูดและภาวนาเป็นเสียงเดียวกัน

"ขอให้หายไวๆ กลับมาจับกีตาร์ได้อย่างร่าเริงเหมือนที่เคยเป็น"


เป็นกำลังใจให้นะ

จะเป็นไปได้ไหม หากคนเราจะถูกทำลายตัวตนไปเพราะเหตุการณ์สะเทือนใจบางอย่างในชีวิต

และจะเป็นไปได้ไหมหากเราต้องการตัวตนนั้นกลับคืนมา

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ (The Wind-Up Chronicle - Haruki Murakami) เราก็นั่งถามตัวเองว่า

ตัวตนดั้งเดิมของฉันอยู่ที่ไหนกันนะ

ตั้งแต่เติบโตมาจนวันนี้ ฉันทำความไร้เดียงสา การมองโลกในแง่ดี และมุมมองชีวิตที่สวยงามไปทิ้งไว้ที่ไหน เป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบมากขึ้น หากแต่ความสวยงามในชีวิตของฉันถูกปนเปื้อนทำลายด้วยมลทินทั้งหลาย...แต่ก็ไม่มีใครที่รอดพ้นจากการเติบโตไปได้

ฟังดูเครียดจัง ^^;

แต่ชีวิต มันยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไปล่ะนะ



Hasegawa MiChiyo[Masato]
View full profile